Loading...

22.8.09

เม็กซิโก...ทั้งจำทั้งปรับ...หากใช้ถุงพลาสติก

Wed August 19, 2009: Mexico City bans stores from distributing plastic bags

Story Highlights
Mexico City is Western Hemisphere's second large metro area to ban the bags
Move comes as leading environmentalists call for global ban
U.N. agency: Plastic bags are second-most common form of litter
Bags a major threat to ocean wildlife, U.N. agency says

MEXICO CITY, Mexico (CNN) -- Mexico City's thousands of stores went green Wednesday, as amended ordinances on solid waste now outlaw businesses from giving out thin plastic bags that are not biodegradable.

The law affects all stores, production facilities and service providers within the Federal District, which encompasses the city limits. Nearly 9 million people live inside the district and another 10 million reside in surrounding communities that make up greater Mexico City.

Mexico City becomes the second large metropolitan area in the Western Hemisphere to outlaw the bags. San Francisco in March 2007 enacted an ordinance that gave supermarkets six months and large chain pharmacies about a year to phase out the bags. Los Angeles is set to impose a ban if the state of California does not enact a statewide 25-cent fee per bag by July. About 90 percent of the bags used in the United States are not recycled.

Bans and other restrictions on plastic bags are in place in several countries. China has adopted a strict limit, reducing litter and eliminating the use of 40 billion bags, the World Watch Institute said, citing government estimates. Although compliance has been spotty, violation of the law carries a possible fine of 10,000 yuan ($1,463), World Watch said.

In Tanzania, selling the bags carries a maximum six-month jail sentence and a fine of 1.5 million shilling ($1,137). Mumbai, India, outlawed the bags in 2000 and cities in Australia, Italy, South Africa and Taiwan have imposed bans or surcharges. Ireland reported cutting use of the bags by 90 percent after imposing a fee on each one.

Don't Miss
Blog: Is Hong Kong eco-trendy or eco-serious?
Ocean trash problem 'far from being solved,' U.N. says

Some leading environmentalists are calling for a global ban on the bags. Achim Steiner, executive director of the United Nations Environment Program, says plastic bags are the second-most-common form of litter, behind cigarette butts. The bags are the greatest form of litter on the globe's oceans, the U.N. agency said in a recent report. The bags are also a major threat to ocean wildlife, causing the deaths of 100,000 sea turtles and other marine animals that mistake them for food.

"Thin-film, single-use plastic bags, which choke marine life, should be banned or phased out rapidly everywhere," Steiner said in June. "There is simply zero justification for manufacturing them anymore, anywhere."

Mexico City, which has had some of the worst air pollution in the world, also is looking at improving its environment in other ways. The municipal government announced this month it will place more than 1,100 bicycles at 84 stations throughout the city for residents to use. Officials said they hope to increase bicycle use as a form of transportation to 5 percent, up from the current 1.2 percent.
----------------------------------------------

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกสภากรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ผ่านร่างกฎหมายที่จะลงโทษเอาผิดกับเจ้าของร้านหรือผู้ประกอบการที่นำถุงพลาสติกใส่ของให้ลูกค้า ยกเว้นถุงพลาสติกที่ย่อยสลายเองตามธรรมชาติ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษปรับ 77,400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 2,786,400 บาท และจำคุก 1 วันครึ่ง โดยที่ผ่านมาชาวเมืองเม็กซิโกซิตี้จะใช้ถุงพลาสติก 288 ใบต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายฉบับนี้จะต้องผ่านการลงนามโดยนายกเทศมนตรีก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ และทางสภาเมืองฯจะให้เวลาผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ปรับตัวโดยการหาถุงชนิดอื่นที่เหมาะสมมาใช้เป็นเวลา 1 ปี

กรุงเม็กซิโกซิตี้ไม่ได้เป็นเมืองแรกที่ห้ามการใช้ถุงพลาสติก เพราะก่อนหน้านี้มีหลากเมือง หลายประเทศที่ออกกฎหมาย หรือประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติก เช่น บังกลาเทศ ห้ามใช้ถุงพลาสติก จีนห้ามแจกถุงพลาสติกฟรี

ปีพ.ศ.2543 ไอร์แลนด์เป็น ผู้นำประเทศยุโรป จัดเก็บภาษีถุงพลาสติก ทำให้ปัจจุบันลดการใช้ ถึง 90%,

ปีพ.ศ.2548 รวันดา ห้ามใช้ถุงพลาสติก, อิสราเอล แคนาดา อินเดียตะวันตก บอตสวานา เคนยา แทนซาเนีย แอฟริกาใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ก็ห้ามและกำลังจะห้ามใช้ถุง พลาสติก,

ปี พ.ศ. 2550 ซานฟรานซิสโก เป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก, โอ๊กแลนด์ และบอสตัน ก็กำลังพิจารณาห้ามใช้ถุงพลาสติกเช่นกัน หลากหลายกลยุทธ์ในการพยายามกำจัดถุงพลาสติกให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้กฎหมายบังคับ การขึ้นภาษีถุงพลาสติก บางประเทศลูกค้าต้องควักจ่ายสูงหากต้องการถุงพลาสติกใส่สินค้าเมื่อเทียบกับการซื้อถุงผ้า แถมลูกค้าที่ใช้ถุงผ้ายังอาจได้ส่วนลดราคาสินค้าด้วย

7.8.09

บรูไนสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใหญ่สุดในภูมิภาค

Solar power for Seria ‘Clean energy comes to oil town’. RESIDENTS in the oil town of Seria in the Belait District will enjoy the privilege of being the first in the country to be using solar energy as early as next year. This will be possible with the installation of a large, scale Photovoltaic system demonstration project called “Tenaga Suria Brunei” that is scheduled to be completed and commissioned by year 2010. The Memorandum of Understanding for the project was signed between the Energy Division at the Prime Minister’s Office and Mitsubishi Corporation in August 2008.
รัฐบาลบรูไนอยู่ระหว่างเร่งสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Plant) ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดชาติหนึ่งของโลก ...โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวชื่อ "เตเนกา ซูเรีย บรูไน" หรือพลังงานแสงอาทิตย์บรูไน เมื่อสร้างแล้วเสร็จภายในกลางปีหน้า จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 1.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนมากราว 400 หลัง โดยกระแสไฟฟ้าจะถูกส่งเข้าระบบพลังงานไฟฟ้าร่วมแห่งชาติ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากบริษัทเจแปน มิตซูบิชิ คอร์เปอเรชั่น ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลบรูไนมายาวนานทั้งภาคพลังงานและภาคเกษตรกรรมนายโอซามุ อิโตะ ผู้จัดการใหญ่สาขามิตซูบิชิในบรูไน เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่สัปดาห์นี้ แต่ไม่เปิดเผยงบประมาณก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบรูไน จะลดการเผาผลาญน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของประเทศลงได้มากถึง 340,000 ลิตร ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซทำลายชั้นบรรยากาศโลกลงได้เฉลี่ยปีละราว 940 ตัน ทั้งนี้ แม้ว่าบรูไนถือเป็นชาติผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่อันดับ 9 ของโลก แต่บรูไนยังต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรภายในประเทศเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด

5.8.09

"จับจริงปรับจริง" ไม่หยุดรถ-ไม่ข้ามทางม้าลาย

(1 ส.ค. 2552) ตำรวจจะเริ่มเอาจริง "จับจริงปรับจริง" กับคนที่ไม่กระทำตามกฎหมาย รวมถึงรถยนต์ที่ไม่หยุดให้คนข้ามด้วย ซึ่งจะเริ่มจับกุมคนที่ไม่ข้ามทางม้าลาย 3 จุดนำร่อง คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกราชประสงค์ และถนนสีลม ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจ บอกว่า ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบมาเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน และถ้าหากว่าพรุ่งนี้พบว่ายังมีคนไม่ข้ามทางม้าลาย หรือว่าสะพานลอย จะถูกปรับไม่เกิน 200 บาท โดยทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตำรวจว่า หากเป็นสตรีมีครรภ์ คนพิการ และผู้สูงสูงอายุจะกล่าวตักเตือน ส่วนรถที่ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย จะถูกปรับขั้นต่ำ 500 บาท สำหรับหลักเกณฑ์ในการจับปรับ คนที่ไม่ข้ามทางม้าลาย หรือ สะพานลอย ต้องอยู่ในรัศมีห่างจากทางม้าลาย หรือ สะพานลอย 100 เมตร

นายจุมพล สำเภาพล ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กรุงเทพมหานคร เปิดผยว่า กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการรณรงค์วินัยจราจรให้ข้ามถนนในทางข้าม ว่า กทม.ร่วมกับตำรวจจราจรลงพื้นที่รณรงค์วินัยจราจรให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและคนข้ามเคารพกฎและสัญญาณจราจรเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทางร่วมกัน ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายกทม.คือเทศกิจ และตำรวจจราจรลงพื้นที่รณรงค์ที่ถนนอโศกมนตรีไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกระทำผิดกฎ จะถูกจับ-ปรับตามกฎหมาย โดยรถที่ไม่หยุดรถที่ทางม้าลายคนข้ามจะปรับ 500-1,000 บาท และในส่วนของคนข้ามนอกทางม้าลาย ปรับ 200 บาท โดยกทม.จะส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจร่วมกับตำรวจจราจรตั้งจุดกวดขัน จับ-ปรับในบริเวณ ทางม้าลาย ทางร่วม ทางแยกต่างๆ เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป

นอกจากนี้กทม.จะลงพื้นที่รณรงค์ในถนนอื่นๆ เพิ่มขึ้นให้ทั่วกทม.คาดว่าจะช่วยกระตุ้นสำนึกประชาชนให้มีวินัยจราจรเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนร่วมกัน ส่วนปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงตลอดเวลาอาจเพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หรือ ตรวจตราไม่ต่อเนื่องตลอดเวลาทำให้ยังคงมีประชาชนละเลยวินัยอยู่นั้น ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจจราจรที่จะหาแนวทางที่เหมาะสมซึ่งกทม.ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ความคิดเห็น: ดีใจจังที่กรุงเทพเริ่มมีทิศทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่โครงการดีๆแบบนี้ไม่ควรจะหยุดไว้แค่ในกรุงเทพ ทั่วประเทศเลยนะจะใช้ให้ทั่ว เพื่อให้สังคมไทยน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ร่วมกันรับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า คนแก่ คนชรา จักรยาน เป็นต้น

5.6.09

วันนี้ไปบริจาคเลือดมา... ครั้งแรกเลย

สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต
นอกจากความภูมิใจที่ได้แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นโดยทางอ้อมแล้ว เชื่อไหมว่าการบริจาคเลือดยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย เลือดประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดเลือด คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คือ 5-6 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 4-5 ลิตรสำหรับผู้หญิง หรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ไขกระดูกเป็นอวัยวะตั้งต้นที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด 3 ชนิด อันได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปในร่างกาย
เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุการทำงานที่ชัดเจนคือ เม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดมีอายุ 5-10 วัน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เม็ดเลือดจะถูกทำลายและขับถ่ายออกมาในรูปของเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ หลังจากนั้นไขกระดูกจึงสร้างเซลล์เม็ดเลือดชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้โดยไม่มีวันหมด ปริมาณเลือดที่มีในร่างกายเป็นปริมาณที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เกินกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริง เพราะร่างกายต้องการใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนเลือดอีก 2-3 แก้วน้ำเป็นปริมาณสำรองเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นการบริจาคเลือดซึ่งนำเลือดออกมาประมาณ 350-450 มิลลิลิตร จึงเป็นการนำเลือดสำรองออกมาโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะไขกระดูกจะสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ถูกถ่ายเทออกไป ทำให้เกิดประโยชน์โดยทางอ้อมคือ
ร่างกายได้เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานดีขึ้น

ได้ตรวจสุขภาพทางอ้อม เพราะเมื่อมีการได้รับเลือดแล้ว ทางสภากาชาดจะต้องตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ตรวจหาภาวะติดเชื้อต่างๆ เท่ากับผู้บริจาคได้รู้ภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนั้นด้วย

ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เพราะโรคนี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย หากมีสะสมมาก โอกาสเสี่ยงย่อมสูง เนื่องจากธาตุเหล็กส่งผลให้ไขมันทำปฏิกิริยาออกซิเจนจนหลอดเลือดตีบและกลายเป็นอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การบริจาคเลือดจึงช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคเลือดทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง
ที่มา : นิตยสาร HEALTH & CUISINE ปีที่ 4 ฉบับที่ 47 ธันวาคม 2547 หน้า 32

4.6.09

กระท้อนหวาน อร่อย

ณ โรงเรียนชนบทที่อยู่ใกล้ สวนมะพร้าว และสวนกระท้อน ครูนิดเป็นคนชอบทานกระท้อนมาก ๆ และด.ญ.คำหล้าเป็นเด็กที่ทุบกระท้อนเก่งมาก จนครูนิดต้องให้ทุบกระท้อนให้ทานทุกๆ วัน
แล้ววันหนึ่งครูนิดก็พูดเหมือนเดิมว่า
ครูนิด "ด.ญ.คำหล้าวันนี้ช่วยทุบกระท้อน ให้ครูสัก 3 ลูกนะ"
ด.ญ.คำหล้า "วันนี้ครูนิดให้หนูทำอย่างอื่นแทนได้ไหมค่ะ"
ครูนิด "ทำไม เธอทุบกระท้อนหวานอร่อยดีครูชอบ"
ด.ญ.คำหล้า "หนูก็อยากทำให้ครูนะคะ แต่วันนี้ตอนมาโรงเรียนหนูเดินไม่ทันระวังแก้วมันบาดส้นเท้าหนูค่ะ"
ครูนิด !!!!!!!!!!!!!!!!??????????

ยายกับหลาน คนละเรื่องเดียวกัน

คุณตัว นางหนึ่งอาศัยอยู่กับยาย ตอนเย็นๆก็จะออกไปทำงาน โดยคุณยายไม่รู้ว่าหลานสาวทำงานอะไร เย็นวันหนึ่งตำรวจออกทำการกวาดล้าง และจับคุณตัว สาวๆได้หลายสิบคน คุณตัวหลานยายก็โดนจับไปกับเขาด้วย ตำรวจจัดแจงให้คุณตัวเข้าแถวเรียงกัน เพื่อขึ้นรถไปโรงพัก
บังเอิญคุณยายจะไปซื้อของที่ตลาด เดินผ่านมาเห็นพอดีเลยถามหลานสาวว่า "อีหนูมาเข้าแถวทำอะไรอยู่นี่?" ด้วยความอายและไม่อยากให้ยายรู้ หลานสาวเลยตอบว่า "อ๋อ กำลังเข้าแถวรอแจกส้มเขียวหวานน่ะยาย" คุณยายเห็นว่าของฟรีแบบนี้ไม่ควรพลาด เลยเข้าไปต่อแถวเป็นคนสุดท้าย
สักพักตำรวจที่เดินจดบันทึกประวัติคุณตัว ไล่มาจากหัวแถวก็มาถึงคุณยายท้ายแถว "ยาย...ยายแก่ปูนนี้แล้วยังไหวอีกเหรอ ยายทำได้ยังไงเนี่ย" ตำรวจถามด้วยความงุนงงสงสัย ยายตอบว่า "ไม่เห็นจะยากเลยพ่อหนุ่ม ยายก็แค่ถอน ฟันปลอมออกแล้วก็ ดูดๆ อมๆ จนน้ำแห้ง แค่นี้ก็เรียบร้อย" "??!!"

คนไทยฉลาดกว่าคนฝรั่งเยอะ

มีคนไทยอยู่ 1 คน พึ่งเรียนจบมาใหม่ๆได้ทำงานในบริษัทซึ่งเป็นของต่างชาติในทุกวันเขาก็ทำงาน เหมือนเดิมทุกวัน แต่.... มีอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้เข้าห้องน้ำในบริษัทแล้วไปเจอ คนฝรั่ง2 คน อยู่ในห้องน้ำ ซึ่งกำลังล้างมือ หลังจาก ฉี่เสร็จ และพอฝรั่ง 2 คนนั้นเห็นคนไทย ทั้ง2คน จึงคุยข่มคนไทย ว่า....

ฝรั่งคนที่ 1 "นายเรียนจบที่ไหนว่ะ"ฝรั่งคนที่ 2 "เราเรียนจบที่ OXFORD " (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่ 2 ก็ควักน้ำล้างมือมาถึงข้อศอก) ฝรั่งคนที่ 1 เห็นก็งงแล้วถามว่า "ทำไมต้องล้างมือถึงข้อศอกด้วย"ฝรั่งคนที่ 2 ตอบว่า " ที่อังกฤษเขาสอน ให้ล้างอย่างนี้ เพราะ ตอนฉี่ ฉี่อาจกระเด็นมาถึงแขนก็ได้ ต้องระวังไว้ก่อน"(ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่1 ก็ควักน้ำมาล้างมือ เฉพาะ ที่มือ แล้วหาไม้มา แคะขี้เล็บออก) ฝรั่งคนที่ 2 เห็นก็ถามว่า " นายจบจากที่ไหน"ฝรั่งคนที่ 1 ตอบว่า "เราจบจาก STAMFORD ที่นั่นเขาสอนให้ล้างมือเฉพาะที่สกปรก แล้วก็ แคะขี้เล็บออก เพื่อป้องกันเชื้อโรค"
ฝรั่ง 2 คนเห็นคนไทยฉี่อยู่ พอคนไทยฉี่เสร็จ ก็เดินออกจากห้องน้ำเลย ฝรั่งทั้ง 2 คนเห็นก็ตกใจว่าทำไมไม่ล้างมือ เลยวิ่งไปถามคนไทย ว่า "นายจบจากไหน ทำไมถึงไม่ล้างมือ" คนไทยตอบว่า "จบราม รามไม่สอนให้ฉี่รดมือตัวเอง"

27.4.09

คุณค่าของถั่วชนิดต่างๆ ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า อัลมอนด์ พิชตาชิโอ เมล็ดฟักทอง เกาลัด มะม่วงหิมพานต์ แมคคาเดเมียร์











































19.4.09

ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องเสียสละ... อย่ายึดติดอีกต่อไป

ถ้าพิจารณาดูจะเห็นว่า เรามีแต่ความทุกข์กับสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ทั้งสิ้น ความสุขที่ได้รับจากสิ่งเหล่านั้น เป็นเพียงความสุขเล็กๆน้อยๆ และเมื่อได้สัมผัสแล้วไม่นาน ก็เกิดความชินชาจนไม่เห็นความสุขของสิ่งนั้นๆเหลืออยู่เลย มีแต่ความหวง ความห่วง ความยึดติดอยู่ในสิ่งนั้นๆ ทำให้เกิดความคับแค้นใจ ความวุ่นวายใจ ไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่เชื่อลองพิจารณาดู ทุกวันนี้ทุกข์กับอะไร ก็ทุกข์กับสมบัติที่มีอยู่นั่นแหละ ทุกข์กับครอบครัว ทุกข์กับสามี ทุกข์กับภรรยา ทุกข์กับลูกเต้า ทุกข์กับทรัพย์สมบัติต่างๆที่มีอยู่ เพราะเมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ต้องคอยดูแลรักษา ทำให้ไม่รู้จักพึ่งตัวเอง ไม่รู้จักอยู่โดยปราศจากสิ่งเหล่านี้ ทั้งๆที่สามารถอยู่ได้โดยที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่มีสามี ไม่มีภรรยา เราก็อยู่ได้ ไม่มีลูก เราก็อยู่ได้ ไม่มีสมบัติมากมายก่ายกองเกินความจำเป็น เราก็อยู่ได้ แต่เราไม่เคยอยู่แบบนั้นเลย เพราะว่าตลอดเวลาภายในหัวใจของเรา มีแต่ความหลง มีแต่ความโง่เขลาเบาปัญญา คอยหลอกให้เรากลายเป็นคนพิการไป คือไม่ให้พึ่งตัวเราเอง ไม่ให้เราหาความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ไม่ให้มีความมักน้อยสันโดษ มีความพอใจยินดีกับสิ่งที่มีอยู่ กลับสร้างความหิวกระหาย ความอยาก ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา จึงทำให้เราต้องดิ้นรนออกไปหาสิ่งต่างๆภายนอกตัวเรา ไปหาสมบัติข้าวของ หาบุคคลต่างๆ เพราะคิดว่าเมื่อได้สิ่งเหล่านี้แล้ว จะมีความสุข จะไม่มีความทุกข์กัน แต่เมื่อมีแล้ว ก็มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความกังวล เพราะเมื่อมีแล้ว ก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ความสุขเล็กๆน้อยๆกับเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็กลายเป็นคนพิการไป ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งไม่มีสิ่งที่เคยมี เคยใช้อยู่ ก็จะมีความทุกข์อย่างมาก บางครั้ง บางคนอาจจะทนอยู่ไม่ได้ เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านั้น ถึงกับทำร้ายชีวิตของตนไปในที่สุด ก็เพราะปล่อยตัวเองให้ไปยึดไปติด ไปพึ่งพาอาศัยสิ่งภายนอกมาให้ความสุขกับตนนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เวลาไม่มีสิ่งเหล่านั้นมาให้ความสุข ก็เกิดความทุกข์ จนทนอยู่ต่อไปไม่ได้
แต่ถ้าได้ศึกษา ได้ยินได้ฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงสอนว่า ความสุขที่ประเสริฐ ความสุขที่เลิศนั้น อยู่ในตัวของเราแล้ว อยู่ในใจที่สงบ ใจจะสงบได้ ก็จะต้องปล่อยวาง ไม่ไปพึ่งพาอาศัยสิ่งต่างๆภายนอก ยกเว้นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็คือปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ เป็นสิ่งที่ต้องมี ถ้าไม่มีแล้วร่างกายนี้ ชีวิตนี้ ย่อมอยู่ไปไม่ได้ แต่ความจำเป็น คือความต้องการของร่างกายในปัจจัย ๔ ก็มีไม่มาก เราก็รู้ๆกันอยู่ ถ้ารู้จักความมักน้อยความสันโดษแล้ว ก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปดิ้นรนหาปัจจัย ๔ มาเกินความจำเป็น ให้เหนื่อยยากไปเปล่าๆ เพราะอาหารก็ดี ที่อยู่อาศัยก็ดี เครื่องนุ่งห่มก็ดี ยารักษาโรคก็ดี ไม่จำเป็นจะต้องเป็นของราคาแพงๆ ถึงจะมีคุณค่ากับร่างกาย อาหารก็มาจากที่เดียวกัน มาจากตลาด แล้วก็เอามาทำให้เรารับประทาน ราคาจะสูงหรือต่ำก็อยู่ที่สถานที่ที่นำมาขาย ถ้าไปกินอาหารในร้านที่มีการตกแต่ง มีค่าใช้จ่ายสูง อาหารก็จะแพง ถ้าไปซื้ออาหารมาทำรับประทานที่บ้าน ก็เป็นอาหารเหมือนกัน เมื่อรับประทานเข้าไปก็ให้ความอิ่ม รักษาชีวิตให้อยู่ได้ต่อไปเหมือนกัน ความแตกต่างกันอยู่ตรงที่ราคา ถ้าของหรูหราก็ต้องเสียเงินมาก แล้วเงินก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่งอกมาจากตัวเรา เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องออกไปหากัน เมื่อใช้มาก ก็ต้องหามาก ก็ต้องเหนื่อยมาก ถ้าใช้น้อยก็ไม่ต้องดิ้นรนมาก เราก็หามาน้อยๆพอใช้เท่าที่จำเป็น ปัญหาต่างๆที่เกิดจากการออกไปทำมาหากินก็มีไม่มาก ความสุขกลับมีมากกว่า ความสุขทางจิตใจของคนที่ใช้เงินน้อย จะมีมากกว่าของคนที่ใช้เงินมาก เพราะคนใช้เงินน้อยไม่มีความกดดัน ที่จะต้องคอยไปหาเงินมามากๆ มีอะไรก็ใช้ไปตามมีตามเกิด อย่างนี้มีความเบาใจ มีความสบายใจ มีความสุขใจ นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง อยู่ที่ใจของเรา อยู่ที่การกระทำของเรา อยู่ที่ว่ารู้จักสร้างความสุขให้กับใจหรือไม่ ส่วนใหญ่มักจะไปสร้างความทุกข์ให้กับใจด้วยความหลง ทำให้เกิดความอยากความโลภ คิดว่าถ้ามีอะไรมากๆแล้ว จะมีความสุขมาก แต่ไม่เคยหันมาดูที่ใจเลยว่า วันๆหนึ่งใจมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความกังวล มีแต่ความห่วงใย กินไม่ได้นอนไม่หลับ เศรษฐีบางคนมีเงินทองเยอะแยะ สามารถซื้ออาหารราคาแพงๆมารับประทานได้ แต่ใจกลับไม่มีความสุขกับการรับประทานอาหารนั้นเลย เพราะในขณะที่รับประทานไป ก็มีแต่ความกังวล ห่วงเรื่องดอกเบี้ยบ้าง เรื่องหนี้ที่จะต้องจ่ายบ้าง เรื่องเงินลูกหนี้ที่จะต้องไปตามเก็บบ้าง ล้วนแต่เป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ภายในใจ สู้คนยากจนอย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกไม่ได้ ท่านไม่มีปัญหาเหล่านี้อยู่ในใจของท่านเลย เพราะท่านไม่มีลูกหนี้ ไม่มีเจ้าหนี้ ไม่มีดอกเบี้ยที่จะต้องคอยมากังวล ที่จะต้องคอยผ่อนส่ง วันๆหนึ่งใจของท่านมีแต่ความว่าง เพราะไม่มีสมบัติอะไร ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่จะต้องไปห่วง ไปกังวล วันๆหนึ่งก็เพียงแต่มีหน้าที่ดูแลร่างกาย ตอนเช้าก็ออกไปบิณฑบาตหาอาหารมา ตามมีตามเกิด ได้อะไรก็พอใจกับที่ได้มา ก็รับประทานไป ก็อิ่มเหมือนกัน แต่ใจของท่านซิเป็นใจที่เบา เป็นใจที่สุข เป็นใจที่ว่างจากความทุกข์ทั้งปวง เพราะใจได้ถูกชำระด้วยปัญญาแล้ว ปัญญานี้แหละคือสิ่งที่จะมาทำลายมลทิน ความสกปรก ความเศร้าหมองที่เกิดจากกิเลสตัณหาทั้งหลาย พวกเราแทนที่จะทำตามอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำ และได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว กลับไม่ได้ทำกัน กลับไปส่งเสริมความเศร้าหมอง ส่งเสริมความสกปรกในใจให้มีมากยิ่งขึ้นไป ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยความอยากต่างๆ
ขอให้จำไว้ว่า ทุกครั้งที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง มีความอยาก ไม่ว่าจะเป็นความอยากในกาม ความอยากมีอยากเป็น หรือความอยากไม่มีอยากไม่เป็นก็ตาม ก็เท่ากับว่ากำลังสร้างขยะ สร้างความสกปรกให้มีมากขึ้นไปในใจ ใจก็จะมีความทุกข์มีความเศร้าหมองเพิ่มมากขึ้นไป ทั้งๆที่ได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีก ๑๐ ล้าน อีก ๑๐๐ ล้าน มีสามี มีภรรยาเพิ่มขึ้นอีก ๔-๕ คนก็ตาม แต่ใจกลับมีความเศร้าหมองเพิ่มมากขึ้นไปอีก มีความกังวล มีความวุ่นวายใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะกำลังสร้างความทุกข์ให้กับใจโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งๆที่คิดว่ากำลังสร้างความสุขให้กับตน แต่กลับมีแต่ความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ถ้าไม่เชื่อ ลองเปรียบเทียบดูระหว่างเรากับพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านมีอะไรบ้าง ท่านไม่มีอะไรเลย ในเรื่องสมบัติภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยา สมบัติต่างๆ ตำแหน่งต่างๆ ไม่มีอะไรเลย มีสมบัติอยู่เพียง ๘ ชิ้น ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของสมณะเท่านั้น คือมีผ้าไตรจีวร ๓ ผืน บาตรใบหนึ่ง ประคดเอว มีดโกน เข็มกับด้าย และที่กรองน้ำ นี่คือสมบัติที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของพระ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ท่านอยู่ได้แล้ว ด้วยความสุข ด้วยความเบาใจ ด้วยความสบายใจ เพราะใจของท่านไม่มีภาระ ไม่มีความผูกพันกับอะไรทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าจะมีอะไร ในไม่ช้าก็เร็ว ก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งต่างๆที่มีอยู่ทั้งสิ้น เพราะธรรมชาติของชีวิตเป็นอย่างนั้น เราก็เห็นกันอยู่ เวลาเกิด ก็มาตัวเปล่าๆ เมื่อไปก็ไปตัวเปล่าๆ คือใจมาครอบครองร่างกาย เมื่อตายไปใจก็ทิ้งร่างกายนี้ไป ทิ้งสมบัติ ทิ้งบุคคลต่างๆไปหมด ไม่ได้เอาอะไรไปเลยนอกจากบุญกับบาปเท่านั้น บุญก็คือความฉลาดหรือปัญญา บาปก็คือความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง ถ้ายังไม่เข้าใจหรือยังไม่เห็น ก็ต้องรีบขวนขวายศึกษา แล้วปฏิบัติตาม อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติมา คือพยายามลดละ ตัดกิเลสตัณหาทั้งหลายให้เบาบางลงไป ให้หมดสิ้นไป เมื่อทำได้แล้ว จะเห็นความสุขที่แท้จริง ที่ปรากฏขึ้นมาภายในใจ เรียกว่าปัญญา ความสว่าง ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนำธรรมไปปฏิบัติ เพียงแต่ได้ยินได้ฟังอย่างวันนี้ แล้วก็ไม่ได้นำไปปฏิบัติ ก็ยังจะไม่เห็นผลของการเสียสละ ของการปล่อยวาง ถ้าลองไปปฏิบัติดู ในเบื้องต้นอาจจะยากหน่อย เพราะเป็นสิ่งที่ฝืนกับนิสัยใจคอ แต่ไม่สุดวิสัย ถ้ามีความเข้มแข็ง มีความอดทนต่อสู้ ในไม่ช้าก็เร็ว ก็จะสามารถปฏิบัติตามอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอน ได้ทรงปฏิบัติมา เมื่อทำได้แล้วก็จะเห็นผล คือความสุข ความเบาใจที่จะปรากฏขึ้นมาในใจ ก็จะรู้ทันทีเลยว่า เรานี้โง่เขลาเบาปัญญามาตั้งนาน มัวแต่หลงแบกกองทุกข์ แบบไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ต้องการอะไรแล้ว ในเรื่องสมบัติภายนอก บุคคลภายนอก อยู่ได้โดยลำพัง แม้ไม่มีร่างกายนี้ ก็อยู่ได้ เพราะเห็นใจแล้ว รู้แล้วว่าใจกับร่างกายเป็นคนละส่วนกัน ต่างฝ่ายต่างจริง ใจไม่ต้องพึ่งอะไรเลย จึงสละได้หมดแม้แต่ชีวิต

เริ่มต้นชีวิตคู่ เพื่อความเท่าเทียม ความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ และสิ่งแวดล้อม

http://ae-ja.blogspot.com/2009/03/blog-post.html เรื่องและภาพโดย น้องเอ๋ http://runwitme.blogspot.com/2009/03/runwitmes-guide-to-traditional-thai_14.html เรื่องและภาพโดย Lim เพื่อนนักวิ่งชาวมาเลเซีย

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 เมื่อต้องเริ่มต้นชีวิตคู่กับใครสักคน เมื่อคนสองคนที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมและประเพณี และในอีกๆหลายอย่าง แต่เราตัดสินใจมาใช้ชีวิตคู่ จะว่าไปแล้วเราสองคนก็ต้องมีบางสิ่งที่เหมือนกันอยู่บ้าง แต่ในความเหมือนนั้นเราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเราจะไปด้วยกันมากน้อยแค่ไหน... แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ครั้งนี้ คือ การเสียสละ เสียสละความสุขส่วนตัวที่จะนำมาซึ่งเป้าหมายนั่นก็คือ เพื่อความเท่าเทียม ความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ และสิ่งแวดล้อม นั่นคือสิ่งที่เราตั้งความหวังไว้

28.2.09

Contribute member countries to develop Indicators National Guidelines: Thailand

จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำคู่มือการเก็บข้อมูลของตัวชี้วัดทางการประมงในประเทศไทย โดยเป็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากกรมประมง และเจ้าหน้าที่กองการจัดการประมงชายฝั่งของศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัตถุประสงค์ในการประชุมครั้งนี้ คือ1) เพื่อสรุปรูปแบบคู่มือและมาตรฐานการเก็บข้อมูลจัดทำคู่มือการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดทรัพยากรประมง2) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหาที่พบจากการนำสมุดบันทึกข้อมูล (log sheet) ไปทดลองใช้3) เพื่ออภิปรายหารูปแบบ และ ปรับปรุงเนื้อหาของสมุดบันทึกข้อมูลการเก็บตัวอย่าง (log sheet) เพื่อใช้ประโยชน์ในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ เรือประมงพื้นบ้าน และให้กลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรได้มีส่วนร่วมในการกรอกข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น และ4) เพื่อให้ที่ประชุมยอมรับในรายละเอียดของข้อมูลเพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางในการเก็บข้อมูลและจัดทำคู่มือการเก็บข้อมูลของตัวชี้วัดเพื่อที่จะใช้เป็นมาตรฐานการเก็บข้อมูลให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นพูดคุยถึงปัญหาและประสบการณ์จากการทดลองใช้แบบสัมภาษณ์และ แบบสอบถาม (log sheet) ที่เป็นผลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการจัดเก็บข้อมูลและจัดทำเป็นคู่มือการเก็บข้อมูลของตัวชี้วัดจากเรือประมงพาณิชย์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 5-7 สิงหาคม 2551 และ การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการจัดเก็บข้อมูลและจัดทำเป็นคู่มือการเก็บข้อมูลของตัวชี้วัดจากเรือประมงพื้นบ้านในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2551 รวมถึงเนื้อหาของแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล หลังจากได้มีการอภิปรายพูดคุยโดยรวมแล้วผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยทำการอภิปรายเพื่อปรับปรุงแก้ไขและสรุปเนื้อหาแบบฟอร์มหรือสมุดบันทึกข้อมูล (log sheet) ในส่วนของกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ (อวนลากและอวนล้อมจับ) และกลุมประมงพื้นบ้าน (อวนลอย ลอบ และอวนและแหครอบ) ให้มีความเหมาะสมสำหรับนักวิชาการที่สามารถนำไปใช้ได้จริงโดยพิจารณาจากผลการนำไปทดลองใช้
หลังจากได้ทำการปรับปรุงแก้ไขในเนื้อหาของแบบฟอร์มหรือสมุดบันทึกข้อมูล (log sheet) เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นได้เปิดการอภิปรายรวมอีกครั้งโดยร่วมกันอภิปรายในเนื้อหาเพิ่มเติมที่จะนำมาประกอบเป็น คู่มือการเก็บข้อมูลของตัวชี้วัดทางการประมงในประเทศไทย และนี่คือหนึ่งในผลงานของเรา

16.2.09

ขึ้นโขนชิงธง ณ สนามแม่น้ำหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร

งานประเพณี แห่พระแข่งเรือ “ขึ้นโขนชิงธง”
"มรดกวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน" ณ สนามแม่น้ำหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร

ช่วงเวลา เริ่มงานวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ (วันออกพรรษา) ของทุกปี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า"ปวารณา"แปลว่า "อนุญาต" หรือ "ยอมให้" คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้ม มัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศลกรรมการ "ตักบาตรเทโว" คำว่า "เทโว" ย่อมาจาก"เทโวโรหน" แปลว่าการเสด็จจากเทวโลกการตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรด พระพุทธมารดาในเทวโลก ประเพณีการทำบุญกุศล เนื่องในวันออกพรรษานี้ ทุกวัดในประเทศไทย ก็มีพิธีเหมือนกันหมด

งานประเพณีแห่พระแข่งเรือ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น แสดงถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงที่แสดงออกในรูปของการกีฬา และเป็นการสืบทอดประเพณีอันยาวนานของท้องถิ่น โดยเฉพาะการขึ้นโขนชิงธง ที่นายท้ายเรือต้องถือท้ายเรือให้ตรงเพื่อให้นายหัวเรือคว้าธงที่ทุ่นเส้นชัย โดยการขึ้นโขนเรือ

การแข่งเรือของอำเภอหลังสวนเริ่มมีครั้งแรกในสมัยพระยาจรูญราชโภคากร เป็นเจ้าเมืองหลังสวน เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นการลากพระชิงสายกันในแม่น้ำ โดยใช้เรือพายเป็นเรือดึงลากแย่งกัน วัด หรือหมู่บ้านใดมีเรือมากฝีพายดี ก็แย่งพระไปได้ อัญเชิญพระไปประดิษฐานไว้ในวัดที่ตนต้องการ มีงานสมโภชอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืน รุ่งเช้าถวายสลากภัต ต่อมาสมัยหลวงปราณีประชาชน อำมาตย์เอก ได้ดัดแปลงให้มีสัญญาณในการปล่อยเรือโดยใช้เชือกผูกหางเรือคู่ที่จะแข่ง ให้เรือถูกพายไปจนตึงแล้วใช้มีดสับเชือกที่ผูกไว้ให้ขาด

ลักษณะของเรือที่ใช้แข่งในปัจจุบันขุดจากไม้ซุง (ตะเคียน) ทั้งต้น ยาวประมาณ ๑๘-๑๙ เมตร มีธงประจำเรือติดอยู่ เรือแข่งจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ฝีพาย ๓๐ คน และฝีพาย ๓๒ คน ฝีพายจะนั่งกันเป็นคู่ ยกเว้นนายหัวกับนายท้าย เรือแต่ละลำจะมีฆ้องหรือนกหวีดเพื่อตีหรือเป่าให้จังหวะฝีพายได้พายอย่างพร้อมเพรียงกัน
รางวัลสำหรับการแข่งขันในสมัยก่อน เรือที่ชนะจะได้รับผ้าแถบหัวเรือ ส่วนฝีพายจะได้รับผ้าขาวม้าคนละผืน ต่อมาเป็นการแข่งขันชิงน้ำมันก๊าด เพื่อนำไปถวายวัด เพราะเรือส่วนใหญ่เป็นเรือของวัด และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา เป็นการแข่งขันเพื่อชิงโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกติกาการปล่อยเรือและการเข้าเส้นชัยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ เช่น ในปัจจุบันมีการแบ่งสายน้ำโดยการจับสลาก กำหนดระยะทางที่แน่นอน คือ ๕๐๐ เมตร มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งเรือในท้องถิ่นจังหวัดชุมพรเอง และเรือจากต่างจังหวัด





13.2.09

เที่ยว จ.สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย

สุโขทัยเป็นที่ตั้งอาณาจักรแรกของชนชาติไทยเมื่อกว่า 700 ปีที่แล้ว "สุโขทัยดินแดนรุ่งอรุณแห่งความสุข" รอยอดีตแห่งความรุ่งเรือง เห็นได้จากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) จังหวัดสุโขทัย เป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแล้ว ยังเป็นดินแดนแห่งความทรงจำ ดินแดนแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ สมดังคำขวัญที่ว่า "มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการแม่ย่า พ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข"

จังหวัดสุโขทัยมี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม โดยตอนเหนือเป็นที่ราบสูงมีภูเขาเป็นพืดยาวมาทางทิศตะวันตก พื้นที่ตอนกลางเป็นที่ราบและตอนใต้เป็นที่ราบสูง มีแม่น้ำไหลผ่านจากเหนือลงใต้ โดยผ่านพื้นที่ อ.ศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรง อ.เมืองสุโขทัย และ อ.กงไกรลาศ เป็นระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร จังหวัดสุโขทัยมีภูเขาที่สูงที่สุด คือ เขาหลวง ซึ่งยอดเขามีความสูง 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล

อุทยานที่น่าท่องเที่ยวใน จ.สุโขทัย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย


อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานกรุงสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยปัจจุบัน (เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการประกาศคุ้มครองครั้งแรกตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 โครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทยตั้งอยู่ที่ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย มีโบราณสถานทั้งหมด 215 แห่ง สำรวจค้นพบแล้ว 204 แห่ง รวมทั้งสุสานวัดชมชื่น และเตาสังคโลกโบราณ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย พร้อมด้วย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ได้รับเกียรติให้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก องค์การยูเนสโก ภายใต้ชื่อว่า "เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร" (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns)

28.12.08

Set Net Fisheries for Coastal Fisheries Management







These three publications which related to the set-net project in Rayong Province namely, The Inplication of Set Net to Coastal Fisheries Management, The Attitude of Local Government Organizations and External Agencies on Set Net Fisheries and Institution of SetNet Fisher Group were published by SEAFDEC Training Department. Author: Dr.Phattareeya Suanrattanachai (Fisheries Government Management System Section Head), Narumol Thapthim & Pattaratjt Kaewnuratchadasorn (Fisheries Government Management System Scientist). These three publications are available at SEAFDEC Training Department, Samut Prakan.




25.12.08

สาหร่ายซูแซนเทลลี (zooxanthellae)


สาหร่ายซูแซนเทลลี (zooxanthellae) อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง ดอกไม้ทะเล ฟองน้ำทะเล และหอยมือเสือ โดยอยู่แบบพึ่งพาอาศัย การอยู่ร่วมแบบนี้ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ สาหร่ายพวกนี้เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวพวกไดโนแฟลเจลเลต (dinoflagellate) ซึ่งจะดึงเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากการหายใจของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ รวมทั้งของเสียที่ถูกปล่อยออกมามาใช้ในการสังเคราะห์แสง ปะการัง หอยมือเสือ หรือโฮสต์อื่นๆก็จะได้รับสารอาหารคืนจากที่สาหร่ายผลิตได้บางส่วน นอกจากนั้นสาหร่ายซูแซนเทลลียังทำให้เกิดสีสรรในตัวโฮสต์ที่อาศัยอีกด้วย

ปลาตีน (Periophthalmodon schlosseri)

ชื่อเรียกทั่วไป: Mudskipper
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Periophthalmodon schlosseri, Periophthalmus barbarus, Periopthalmus koelreuteri, Periopthalmus novemradiatus, Periopthalmus pearsei, Periopthalmus variabilis, Gobius novemradiatus
เป็นปลากระดูกแข็งในวงศ์ Periopthalmidae
อันดับ Periformes เช่นเดียวกับปลากะพง ปลาทูและปลาหางแข็ง
มีชื่ออื่นเรียกตามท้องถิ่นคือ ปลากระจัง ปลาดีจัง ปลาจุมพรวด และปลาพรวด

แท้จริงปลาตีนไม่มีตีนสำหรับเดิน แต่มันสามารถคืบคลานและกระโดดไปบนพื้นเลนหรือกระโดดเลียดไปตามผิวหน้าน้ำได้ไกลเพราะมันใช้ครีบอกซึ่งพัฒนาเป็นกล้ามเนื้อยื่นยาวและแข็งแรงช่วย ปลาตีนมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 25 ซม. ข้างลำตัวแบนเล็กน้อย มีเกล็ดปกคลุมทั่วลำตัว โดยทั่วไปออกสีเทามีแถบสีน้ำตาลพาด บริเวณหัวและตามตัวมีจุดวาว ๆ สีเขียวมรกต ปลายครีบหลังสีขาวเหลือบสะท้อนแสง ทำให้แลเห็นเป็นทั้งสีน้ำตาล สีน้ำเงิน และวาวเหมือนมุก ปลาตีนมีฟันเขี้ยวซี่เล็ก ๆ ขบซ้อนเหลื่อมกันทั้งริมขากรรไกรบนและล่าง ตำแหน่งของปากอยู่ปลายสุดของหัวขนานกับพื้น เหมาะกับการกินอาหารในขณะคืบคลานไปพร้อมกัน ดวงตาของมันอยู่ค่อนข้างชิดกัน สามารถกลอกไปมาและมองเห็นได้ดีทั้งบนบกและในน้ำ ใช้ตรวจสภาพรอบ ๆ ระวังภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีหนังตาล่างหนาใช้ป้องกันดวงตาจากเศษโคลนทรายได้ ปลาตีนชอบขุดรูอยู่ตามป่าชายเลนและปากแม่น้ำ ใช้รูเป็นที่หลบซ่อนตัว มันจะคืบคลานหากินอินทรีย์วัตถุและสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ บนผิวดิน โดยจะคอยระวังภัยเสมอ นอกจากอ่าวไทยแล้วถิ่นการกระจายของปลาตีนยังอยู่บริเวณอ่าวเบงกอล ชายฝั่งทะเลอันดามัน คาบสมุทรมลายู และเกาะบอร์เนียว ชาวบ้านนิยมจับมาทำเป็นอาหาร
ที่มาข้อมูลจาก: หนังสือบันทึกสิ่งแวดล้อมป่าเขตร้อนกองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

19.11.08

เมืองสมุทรปราการ พฤศจิกายน 2551

video

video

เป็นคลิปที่ถ่ายเองระหว่างเดินทางไปทำงาน น้ำขึ้นจนท่วมเมืองสมุทรปราการอย่างที่เห็น ภาพที่เห็นบ่งบอกได้ในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติที่โลกร้อนขึ้นทำให้เมืองสมุทรปราการ ปากน้ำน้ำท่วมได้ขนาดนี้ โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเพราะการกระทำของมนุษย์ แต่อีกมุมมองหนึ่งของผม ก็คือ ทำไม ผู้บริหาร ผู้หลักผู้ใหญ่ ของจังหวัด ไม่หาหนทางแก้ไขปัญหา สส.ชื่อดังหลายยุคหลายสมัยของจังหวัดสมุทรปราการ ได้พัฒนาอะไรให้จังหวัดบ้าง เข้ามาหาผลประโยชน์ กอบโกย ทำไมถึงยังเลือกกันอยู่ได้ คดีบ่อบำบัดคลองท่าด่านก็เห็นๆกันอยู่... จับคนโกงบ้านกินเมือง มาลงโทษไม่ได้

10.9.08

เที่ยวท่าปอม คลองสองน้ำ สระมรกต น้ำตกร้อน จ.กระบี่

คลองสองน้ำ เป็นลำธารสายสั้นๆ ประมาณ 5 กิโลเมตร กำเนิดจากแอ่งน้ำผุดบนเขาช่องพระแก้ว ไหลผ่านสระมรกตก่อนไปบรรจบกับทะเล ทำให้พื้นที่แอ่งน้ำท่าปอมเป็นป่าพรุ ที่มีลักษณะพิเศษคือ มีน้ำเค็มและน้ำจืดไหลมาบรรจบกัน มีพื้นที่ราว 300 ไร่ คลองสองน้ำนี้ใสราวกระจก มองดูเป็นสีเขียวมรกต เนื่องจากมีสารละลายหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอร์เนตและกำมะถันปนอยู่มาก เป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งระบบนิเวศแบบป่าพรุน้ำจืด แบบพื้นที่ชุ่มน้ำ แบบป่าดิบ และแบบป่าชายเลน จึงเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งปลาน้ำจืดและน้ำกร่อย ป่าท่าปอม คลองสองน้ำ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านหนองจิก ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นป่าชายเลน ที่มีน้ำเค็มท่วมถึง ผสมกับป่าพรุที่มีธารน้ำจืด เป็นธารน้ำพุที่ผุดจากใต้ดิน ไหลหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง คลองท่าปอม จึงเป็นคลองสองน้ำ คือ น้ำจืดและน้ำเค็ม แต่เดิมชาวบ้านถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ค่อยมีใครเข้าไปในพื้นที่ป่า จนมีชาวบ้านที่เก่งกล้าและมีอาคมเข้าไปบุกเบิกพื้นที่และทำไร่ทำสวน จากนั้นมีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยกันมากขึ้น แต่ด้วยความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ จึงได้ช่วยกันดูแลปกปักรักษาป่าไว้ อบต. เขาครามโดยการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานไม้ยกระดับ 2 เมตรจากพื้นดิน ทำเป็นวงรอบพื้นที่ป่า ระยะทาง 700 เมตร และจัดเจ้าหน้าที่ดูแล รากไม้คดเคี้ยว แตกแขนงแผ่กว้าง และปลาน้ำจืดปลาน้ำเค็ม ที่สลับกันมาว่ายเวียนหาอาหาร เป็นที่งดงามและหาดูได้ยาก หากเดินทวนกระแสน้ำท่าปอมขึ้นไป จนถึงเขตหวงห้าม จะพบสระน้ำสีไพลินกลางป่าเขียว เรียกว่าแอ่งท่าปอม หากเดินต่อไปอีก 500 เมตร จะพบแอ่งน้ำลักษณะเดียวกัน เรียกว่า สระน้ำช่องพระแก้ว สามารถเที่ยวชม คลองสองน้ำ ได้ตลอดทั้งปี ควรเที่ยวชมในเวลาที่น้ำลงน้ำจะสวยใสมาก
น้ำตกร้อนมีต้นกำเนิดจากน้ำแร่ร้อนที่ซึมออกมาจากผิวดินที่มีลักษณะคล้ายน้ำพุร้อน ก่อนที่จะไหลไปรวมกันตามความลาดเอียงของพื้นที่ แล้วไหลลงมาเป็นน้ำตกร้อนที่มีลักษณะเป็นน้ำตกหินปูนเล็กๆ โดยบางช่วงของสายน้ำตกจะมีควันลอยกรุ่นและคราบหินปูนธรรมชาติพอกอยู่ท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ที่เขียวครึ้ม บริเวณน้ำตกร้อน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ อยู่ห่างจากสระมรกตไม่กี่กิโล
สระมรกต ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม สระแห่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากธารน้ำอุ่น ในผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ –บางคราม เป็นสายน้ำเดียวกับน้ำพุร้อนซึ่งพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินผ่านชั้นหินปูนที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตสูงและมีคุณสมบัติเป็นด่าง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สารแขวนลอยต่างๆในน้ำตกตะกอนลงเบื้องล่างเหลือแต่น้ำใสๆอยู่เบื้องบน ส่วนที่ตาเรามองเห็นน้ำในสระเป็นสีเขียวนั้นก็เพราะการตกกระทบของแสงอาทิตย์กับพื้นข้างล่าง ซึ่งจะเปลี่ยนสีความเขียวเข้มไปได้ตามวันเวลาและสภาพแสง

7.8.08

หอยปากเป็ด หรือ หอยราก (Lingula unguis)


ชื่อเรียกทั่วไป: Lamp shell
ชื่ออังกฤษ: Tongue Shell
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lingula unguis
คลาส: INARTICULATA

หอยปากเป็ดเป็นสัตว์ทะเลโบราณที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหอยสองฝามาก แต่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มหอย ฝังตัวอาศัยอยู่ในทรายเลนโดยใช้รากที่มีลักษณะเป็นดุ้นเอ็นยาวดูคล้ายหางหยั่งลงในทราย เมื่อถูกรบกวนจะหดตัวมุดลงไปในทรายเลนอย่างรวดเร็ว กินอาหารโดยการกรองเอาแพลงค์ตอนและตะกอนที่ละลายในน้ำ หายใจผ่านผิวบาง ขยายพันธุ์ด้วยการปล่อยไข่และสเปิร์มออกมาผสมกันในทะเล ตัวอ่อนกลายเป็นแพลงค์ตอนลอยในทะเล ก่อนลงพื้นเจริญเป็นตัวเต็มวัย หอยปากเป็ดมีเปลือกสีเขียวคล้ายหอยแมลงภู่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ชิ้นประกบกัน ตอนท้ายเรียวแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยมยึดติดกับรากซึ่งเป็นมัดกล้ามเนื้อที่ยั่งลงไปในดิน ขนาดความยาวของเปลือกประมาณ 3-5 ซม. และมีรากยาวประมาณ6 ซม. บริเวณขอบเปลือกเรียงตัวกันเป็นแถว และที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติจะฝั่งตัวอยู่ในแนวดิ่ง ทำให้กาบทั้งสองตั้งขึ้นฝั่งอยู่ในโคลนดิน กาบซึ่งทำหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะภายในจะอ้าออกเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลผ่านเข้าไป กรองเอาแพลงค์ตอนและอินทรียวัตถุกินเป็นอาหาร หากได้รับการรบกวนจากศัตรูมันจะหดรากฝั่งตัวจมลึกลงไป หอยรากอาศัยอยู่ตามหาดโคลน หรือบริเวณป่าชายเลน และสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้


3.7.08

ทับทิม (Punica granatum L.)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum L.
ชื่อวงศ์ : Punicaceae
ชื่อสามัญ : Pomegranate
ชื่ออื่น : พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (ภาคเหนือ) หมากลิง (แม่ฮ่องสอน) เซียะลิ้ว เจียะลิ้ว (จีน)

ลักษณะ : ทับทิมเป็นไม้พุ่มแตกกิ่งก้าน โคนต้นมีกิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นหนามยาว แข็ง ใบ เดี่ยว แผ่นใบแคบ ขอบใบเป็นรูปขอบขนาน ยอดอ่อนเป็นสีแดง ใบออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน หรือใบออกสลับกัน ดอก เดี่ยว กลีบเลี้ยงหนาสีแดง จะคงทนอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง หรือสีเหลืองอ่อน ถ้ากลีบดอกสีแดง ผลเมื่อแก่จัดจะมีเปลือกแดงปนชมพู ปนน้ำตาลเหลือง ถ้ากลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลแก่จัดสีเหลืองปนน้ำตาล ผล กลมโต แล้วแต่พันธุ์ เปลือกนอกของผลหนาค่อนข้างเหนียว เปลือกด้านในสีเหลือง ภายในมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก อัดกันแน่นเต็มเปลือก แต่ละเมล็ดมีเนื้อสีชมพู หรือสีแดงลักษณะใส มีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว


สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช้ :

แผลเนื่องจากมีหนองเรื้อรังบนหัว ใช้ใบสดนำมาต้มกรองเอาน้ำใช้ล้าง หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด แล้วเอาไปพอกในบริเวณที่เป็นแผลถลอก เนื่องจากหกล้มได้

แก้หูชั้นในอักเสบ ใช้ดอกทับทิมแห้งประมาณ 3 - 6 กรัม นำมาต้มกรองเอาน้ำดื่ม

แผลหิด และกลากเกลื้อน ใช้เปลือกผลที่แห้งแล้วประมาณ 2.5 - 4.5 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือนำมาต้มน้ำกิน

แก้โรคปวดจุกแน่น เนื่องจากโรคกระเพาะอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร และแก้ท้องร่วง ใช้เมล็ดที่แห้งแล้วประมาณ 6 - 9 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือทำเป็นยาก้อนกิน

แก้ระดูขาว ตกเลือด ถ่ายพยาธิ หล่อลื่นลำไส้ แก้ท้องเสีย และโรคบิดเรื้อรัง ใช้เปลือกรากที่แห้งแล้ว ประมาณ 6 - 12 กรัม นำมาต้มน้ำกิน

แก้ท้องเดิน ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือ น้ำปูนใสข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะหรือต้มกับน้ำปูนใสแล้วดื่มน้ำที่ดื่มก็ได้

แก้บิด โรคนี้จะมีอากาปวดเบ่งและมีมูกออกมาด้วย หรืออาจจะมีเลือดออกมาปนกับมูก ให้ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิมครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำดื่มดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น้ำดื่มก็ได้

ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน รับประทานทับทิมเป็นประจำช่วยได้ เพราะทับทิมเป็นผลไม้มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวานมีวิตามิน ซี

รักษาน้ำกัดเท้า ใช้เปลือกทับทิมแห้ง ฝนกับน้ำหรือน้ำปูนใสจนข้น ทาทุกครั้งหลังล้างเท้าสะอาด ใช้เปลือกผลฝนกับน้ำสะอาดข้นๆ ใช้ทาบริเวณที่น้ำกัดเท้า ทาวันละ 4-5 ครั้งจนกว่าจะหาย

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้เมล็ดทับทิมสด 1 ลูก ตำคั้นเอาแต่น้ำ ผสมน้ำผึ้ง ทานบ่อยๆ

แก้แผลพุพอง ใช้เปลือกทับทิมสด ที่เด็ดจากต้นใหม่ๆ ฝนกับน้ำหรือน้ำปูนใสจนข้นทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง

ช่วยให้เลือดกำเดาแข็งตัว ใช้ดอกทับทิมที่แห้งแล้วประมาณ 3 - 6 กรัม นำมาใช้ต้มแล้วกรองเอาน้ำดื่ม และถ้าหากเลือดกำเดาไหลไม่หยุดให้ใช้ดอกทับทิมสดโขลก หรือหั่นฝอยแล้วอุดรูจมูก

บาดแผลที่มีเลือดออก ใช้ดอกทับทิมแห้งสามารถนำมาบดให้ละเอียด แล้วใช้ทาหรือโรยบริเวณที่เป็น จะช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

คลื่นไส้อาเจียน ให้เอาเนื้อในของผลสุก 1 ลูก คั้นเอาแต่น้ำดื่ม ยานี้เหมาะกับคนท้อง ให้ดื่มตอนเช้า ครั้งละ 1 แก้ว ในขณะท้องว่าง

อ้างอิงจาก หนังสือผลไม้รักษาโรคได้ มุ่งสู่อัจฉริยะ GO GENIUS
www.siamhealthy.net
www.phuketjettour.com
www.tungsong.com